ผีม้าบ้อง จากประสบการณ์ของแม่รวมทั้งเพื่อนพ้อง โดย การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์

aorest ร้าน พวงหรีด จะมาเล่าของชาวเหนือ ตำนาน “ผีม้าบ้อง” มีด้วยกันหลายสำนวน เรื่องที่สุดได้รับความนิยมก็คือ มีชาย 2 คนเป็นเพื่อนรักกัน ใกล้ชิดสามัคคี จนกระทั่งนับถือกันเป็น “เกลอ” ซึ่งโดยธรรมดา คำว่า “เกลอ” นี้ สื่อความหมายสองอย่าง

1) เรียกเนื่องจากกำเนิดปีนักษัตรเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ปีไก่ ปีสุนัข หรือถ้าตรงวันตรงเดือน จะยิ่งเหนียวแน่นยิ่งขึ้น เนื่องจากนับว่าเกิดขึ้นมาร่วมบุญร่วมภพชาติ

2) ใกล้ชิดรักกันจนกระทั่งราวกับเครือญาติ แม้กำเนิดห่างวันเดือนปี ก็นับเป็นเกลอกันได้

ในยุคสมัยก่อนนู้น เมื่อบ้านที่พักชาวเหนือโดยมากยังตั้งอยู่ในโอบล้อมป่าดง ยังไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ ทางเหนือนั้นมีประเพณี “แอ่วสาว-อู้สาว” ซึ่งเป็นการสานสโมสรความเป็นมิตรระหว่างชายหญิง เกิดเรื่องสามัญในประเพณี

เมื่อบ้านใดมีลูกสาว โตมาเป็นสาวแรกรุ่น ก็จะมีหนุ่มๆมาแอ่ว (เที่ยว) หา

สำหรับการแอ่วนั้น มีข้อตกลงที่รับทราบกันโดยธรรมดาว่า หนุ่มแต่ละคนจะขึ้นแอ่วบ้านใดก็ได้ บางคืนบางทีอาจจะไปสองสามบ้าน ถ้าเกิดพึงพอใจก็ไปติดๆกันถัดจากนั้น หรือถ้าเกิดไม่พอใจ ก็ไม่ขึ้นแอ่วเรือนนั้นอีก

ส่วนฝ่ายหญิง ตกยามค่ำแลง ก็จะอาบน้ำทาแป้งแต่งตัว ออกมานั่งรอที่ห้องโถง (ทางเหนือเรียก “เติ๋น”) ข้างบิดามารดาที่ทราบธรรมเนียมก็จะรีบเข้าห้องนอนเสีย ลงเรือนไปบ้านวงศ์ญาติก่อน ให้โอกาสให้หนุ่มสาวได้คุยกันเป็นการส่วนตัว

บิดามารดาคนไหนที่จามๆไอๆอยู่ด้านในห้องนอน ไหมยอมลุกออกจากห้องนอก ก็จะถูกครานินทาว่า เป็นบิดามารดาขี้หวงขี้ขาง ใจแคบ มีผลต่อการพิเคราะห์ว่าจะเข้าไปเขยกันไหม

แต่สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการแอ่วอู้ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว เป็นการมีระยะห่างที่สมควร การให้เกียรติ ไม่ชุบมือเปิบ ห้ามปากว่ามือถึง จำเป็นต้องไม่มีการล่วงเกิน ล่วงละเมิดทางเพศ

ตามธรรมเนียมเดิมนั้น เมื่อหนุ่มขึ้นบ้านสาว ก็จะต้องนั่งห่างๆก่อน บ้างก็เลยจะนั่งใกล้หัวบันไดบ้าง นั่งขอบเติ๋นบ้าง ดูท่าทีว่า เจ้าของบ้านเองเต็มอกเต็มใจต้อนรับตนไหม

ถ้าเกิดสาวใดพอใจคนมาเยี่ยม ก็จะต้อนรับ ชักชวนดื่มน้ำรับประทานบุหรี่ แต่ถ้าไม่พึงพอใจ ก็มักถามคำตอบคำ และกล่าวถึงว่าจำเป็นต้องนอนแล้ว พอหนุ่มลงเรือนก็ดับไฟกะทันหัน เป็นสัญญาณบอกว่า ไม่ต้องมาอีกแล้ว

ในแต่ละคืน สาวบางบ้านก็เลยได้ต้อนรับหนุ่มๆหลากหลาย ส่วนหนุ่มบางคน ได้ยินว่าบ้านไหนมีคนงามก็ไปตามแสวงหา บางคืนก็ไปหลายบ้าน บางครั้งไปถึงต่างหมู่บ้านก็มี เรียกว่า ออนทัวร์กันเป็นที่รื้นเริง

จะว่าไป ก็เป็นการเลือกคู่ที่เสมอภาคดีทั้งสองฝ่าย เนื่องจากเมื่อยังอยู่ระหว่างแอ่วอู้หากัน มิได้ตกลงเป็นแฟนกัน ก็จะหึงหวงกันมิได้

แต่เมื่อไรที่ตกลงแล้วว่าจะเป็นแฟนกันแล้ว เพศชายก็จำเป็นต้องหยุดการไปแอ่วหาสาวอื่น ส่วนเพศหญิงก็จะไม่รับชายอื่นขึ้นเรือนแล้วเช่นกัน ถัดจากนั้น การหมั้นหมายตระเตรียมสมรสก็จะตามมา

กลับมาที่เรื่องผีม้าบ้องในตำนาน ที่อธิบายประเด็นการแอ่วอู้ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว เนื่องจากในยุคสมัยนี้ ประเพณีพวกนี้เกือบจะหายสูญไปหมดแล้ว ชีวิตในขณะนี้ไม่ใช่ง่ายที่คนที่ไม่รู้จักจะเข้าบ้านคนไหนกันแน่ และการรอต้อนรับเพศชายเพียงผู้เดียวในบ้าน ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม

แต่ในยุคสมัยนู้น ทดลองย้อนกลับไปถึงภาพช่วงเวลากลางคืนมืดดำ มีหนุ่มๆที่อกหัวใจไหวเต้น เนื่องจากมีสาวสวยคนนั้นคนนี้อยู่ในจินตนาการ การได้ออกจากบ้านไปแอ่วสาวย่อมเป็นความสบายหาใดราวกับ

และในภาพจำเหล่านั้น เรื่องเล่าผีม้าบ้องก็เริ่มจากตรงนี้

กล่าวขวัญสืบต่อกันมาว่า เคยมีหนุ่ม 2 คน สมมุติว่าชื่ออ้ายแก้ว กับอ้ายคำ เป็นเพื่อนกัน เวลาไปแอ่วสาวที่ใดก็ไปด้วยกัน จนตราบเท่ามีตอนหนึ่ง พอออกจากหมู่บ้านไปได้สักระยะ จะถึงทางแยกเข้าป่าละเมาะรกร้าง ถึงที่ตรงนั้นเมื่อไร อ้ายคำก็จะบอกว่า ให้อ้ายแก้วล่วงหน้าไปก่อน แล้วจะตามไป

ต่อจากนั้น ก็มีเหตุแบบเดิมกำเนิดซ้ำๆเป็นพอมาถึงที่ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อ้ายคำก็จะขอแยกไปทำธุระก่อน จนกระทั่งอ้ายแก้วคิดสงสัย เนื่องจากเมื่อหยั่งเชิงทางบ้านเพศหญิงว่าเพื่อนพ้องตนไปแอ่วหาเพศหญิงทางใด ก็ไม่มีผู้ใดพบปะสักรายในบริเวณนั้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง เนื่องจากสงสัยจนกระทั่งทนไม่ไหว อ้ายแก้วก็เลยลอบสะกดรอยตามอ้ายคำ รวมทั้งพบว่า…

เมื่อเดินลึกเข้าไปในป่าละเมาะ ท่ามกลางความมืดของยามกลางคืน มีกลิ่นเหม็นเน่าสาบสางโชยมา และพอปรับสายตาคุ้นชินกับความมืดทีละน้อยก็ได้เห็น…

อ้ายคำกำลังแลบลิ้นเลียดื่มน้ำเลือดน้ำหนองจากซากกะโหลกหัวควายอยู่

เมื่อเห็นโดยเหตุนี้ อ้ายแก้วก็ตกอกตกใจมากมาย วันถัดมาก็เลยไปขอความเห็นกับคุณครูว่า อ้ายคำถูกผีพรายเข้าสิงหรือไร

ปู่จารย์กลับเสนอแนะว่า ถ้าอยากจะว่าอะไรเป็นอะไร ให้เอาพริกไปทากะโหลกหัวควายไว้ แล้วให้เอาไข่ไก่เสกประจำตัวไป ซึ่งถ้าหากว่าถูกคนไหนกันแน่ไล่ ให้โยนไข่ให้เขาทีละฟอง แล้วรีบเข้าเรือน เมื่อถึงเรือน ให้ชูกะไดบ้านเปลี่ยนสลับหัวข้างล่างเสีย

หมายเหตุอีกนิดว่า ในบ้านเรือนชาวเหนือแต่ก่อน มักยกพื้นสูงไม่มากมาย เพื่อคุ้มครองป้องกันเสือสางเข้าบ้าน ตกค่ำคืนก็จะนิยมชักกะไดเก็บกัน

และแล้ว เหตุลำดับถัดมาก็คือ เมื่ออ้ายคำเข้าไปรับประทานซากหัวควาย ก็พบความเผ็ดร้ายแรงอย่างไม่ได้นึกฝัน พอเผ่นกระโดดออกมาก็พบกับอ้ายแก้วที่ยืนตะลึงอยู่ ข้างอ้ายแก้วไม่รอช้า รีบออกวิ่งทันที

อ้ายแก้ววิ่งจนกระทั่งสุดฝีเท้า แต่ราวอ้ายคำเป็นอีกคนหนึ่งไปแล้ว ตาแดงเป็นแสงไฟ วิ่งไล่ตามมาติดๆนึกได้ถึงคำคุณครูว่า อ้ายแก้วก็เลยรีบคว้าไข่ไก่ในย่ามสะพายโยนใส่

ปรากฏว่า พอไข่ตกถึงพื้น อ้ายคำก็ถลาลงไปกอบไข่ดิบรับประทานอย่างเปรอะเปื้อน รับประทานหมดก็ผุดยืนขึ้นและกระโจนเข้าไล่ต่อ อ้ายแก้วเห็นโดยเหตุนี้ก็เลยโยนไข่ให้เป็นช่วงๆทำให้เสียเวลาจนตราบเท่าเข้าถึงบ้านตนเอง

เมื่อกระโจนขึ้นบนบ้านแล้ว อ้ายแก้วไม่รอช้า รีบชักบันไดขึ้นกลับหัวกลับหางเสีย แล้วขึ้นไปซ่อนตัวอยู่ในเรือน มองผ่านความมืดลงมา เห็นอ้ายคำกระวนกระวายโมโห เดินวนรอบเรือน พลางพูดย้ำๆว่า

“บ้านใช่ บันไดไม่ใช่”

“บ้านใช่ บันไดไม่ใช่”

แต่ทว่า ใบหน้าและหัวเป็นของอ้ายคำ แต่ลำตัวเป็นม้า

ตกรุ่งเช้า ที่ลานดินรอบบ้าน ก็ปรากฏเป็นเช่นรอยตีนม้าย่ำโอบล้อม และพอรวบรวมสติได้ อ้ายแก้วก็รีบไปบอกวงศ์ญาติ พากันไปยังบ้านอ้ายคำ

ถึงตรงนี้ บางสำนวนก็เล่าว่า ได้เจออ้ายคำตายกลายเป็นศพอยู่บนที่พักผ่อน น้ำลายฟูมปากจากการกินไข่มนต์เข้าไป แต่บางสำนวนก็ว่า เห็นเป็นม้าตัวย่อมๆตายอยู่ในเรือนนั้น

สำหรับที่บ้านเรานั้น เรื่องของผีม้าบ้องก็เป็นหนึ่งในนิทานที่เล่าต่อจากรุ่นสู่รุ่น เวลาตกกลางค่ำเวลากลางคืน ยุคที่บันไดยึดติดถาวรแล้ว ก็ยังมีคำสอนว่า ระวังจะลงไปพบผีม้าบ้องซุ่มอยู่

และว่ากันว่า ผีม้าบ้องยังมักจะออกมาเที่ยวเล่นในคืนเดือนดับและเดือนออก (เดือนเพ็ญ) และถ้าได้ประสบพบเห็นอย่าได้ทักถามพูดจา ไม่อย่างนั้นจะถูกทำร้ายได้

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตอนยังเด็กๆนั้น คุณพ่อและก็รวมทั้งคุณแม่ก็เล่าตำนานเรื่องผีม้าบ้องนี้ให้ฟังอยู่ พลางว่าเกิดเรื่องที่เขาเล่าต่อกันมา แต่ว่า แม่กับยายมีประสบการณ์ได้พบผีม้าบ้องด้วยตนเอง !

แม่เล่าว่า ขณะที่แม่เป็นสาว สมัยนั้นหมู่บ้านยังไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ แถบแถวหมู่บ้านเรานั้นผู้คนยังนิยมนำมาปลูกต้นฝ้ายปั่นเอาเส้นด้าย และใช้นุ่นมายัดหมอน ยัดฟูกนอน ในบางคืนก็เลยจะไปช่วยเหลือกันเป็นหมู่ๆตามบ้านเพื่อนพ้อง

มีคืนวันหนึ่ง แม่นัดเพื่อนพ้องว่าจะไปช่วยเหลือกันกรอด้าย (เดี๋ยวนี้ ที่ตั้งของบ้านหลังนั้นก็ยังอยู่) แม่เล่าว่า เป็นคืนเดือนเพ็ญ ฟ้าแจ้งกระจ่างแจ้ง แสงจันทร์สวยงาม แม่ออกจากบ้านที่อยู่กับยาย เดินขึ้นไปตามถนนเพียงผู้เดียว เนื่องจากแม่ไม่ใช่คนกลัวผีสางอะไร

แต่เวลาที่เดินไปได้สักครึ่งทางใกล้ถึงหน้าบ้านเพื่อนพ้อง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้า ราวกับมีม้ากำลังควบมาทางด้านหลัง แต่พอเหลียวดูข้างหลัง ก็ไม่เห็นอะไรสักอย่าง

แม่รู้สึกว่าตัวเองบางทีอาจจะหูฝาด ก็เลยออกเดินต่อ รวมทั้งได้ยินเสียงราวกับม้าควบมาจากข้างหน้าอีก แต่เพ่งดูไป ก็ไม่มีอะไรบนถนน

จนกระทั่งครู่หนึ่งหนึ่งก็ถึงหน้าบ้านเพื่อนพ้อง แต่ฉับพลัน ขณะกำลังจะเดินเข้ารั้วบ้าน ก็ได้ยินเสียงควบม้าอีก แล้วมีกระแสลมปะทะตัวแม่ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างผ่านตัวไป

แม่ว่า โน่นเป็นเวลาที่แม่คิดได้สิ่งเดียวว่า โน่นน่าจะเป็นผีม้าบ้อง เนื่องจากลำพังได้ยินแต่เสียงก็ยังว่าตัวเองบางทีอาจจะหูฝาดได้ แต่กระแสลมอุ่นๆและการพบสัมผัสในระยะใกล้ชิด ที่ผ่านแผ่นหลังแม่ไป แม่ว่า ด้วยสติสัมปชัญญะครบสมบูรณ์ สิ่งนั้นปราศจากตัวตน แต่มีอยู่จริง

แม่ได้เล่าให้เพื่อนพ้องๆฟังในคืนนั้น และถัดจากนั้นก็กลับมาเล่าให้ยายฟังที่บ้าน ยายบอกแม่ว่า อย่าฉงนใจไปเลย โน่นเป็นผีม้าบ้อง และยายก็พบเห็นตัวเป็นๆมาแล้ว

แม่ถามว่า ยายเห็นผีม้าบ้องแบบไหน ยายบอกว่า มันเป็นม้าตัวย่อมๆบางครั้งก็จะมาเดินอยู่กลางข่วงบ้าน

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์เรื่องเล่าจากแม่และยาย ก็ยังดูเกิดเรื่องดึกดำบรรพ์ เนื่องจากผ่านมาหลายสิบปี นานเหลือเกิน แต่ที่น่าสนใจก็คือ เมื่อตอนอายุสัก 20 กว่านี้เอง ฉันกับเพื่อนเกลอคนหนึ่ง ชื่อเล็ก เคยเปิดร้านขายสินค้ากิฟท์ช็อปด้วยกัน ที่ อ.ฝาง จังหวัดจังหวัดเชียงใหม่

ในคืนแรกก่อนจะเปิดร้าน หรือคืนท้ายที่สุดของการเตรียมการข้าวของในร้าน เราดำเนินการกันอยู่สองคนยากจนมืดค่ำ

ร้านที่เราไปเปิดกิจการในเวลานั้น สถานที่เป็นห้องไม้ชั้นเดียวให้เช่า ข้างหน้าเป็นประตูบานเฟี้ยม อยู่ชิดกับถนน ถ้าเปิดประตูกว้าง ก็จะมองทะลุตลอดร้านได้

เวลาที่กำลังจัดของกันโค้งสุดท้าย ตรงเวลาสักราวใกล้ๆเที่ยงคืนได้ ในปีนั้นแถบแถวนั้นก็นับว่ายังเป็นบ้านนอกอยู่มากมาย เพียงแต่ 3-4 ทุ่ม ผู้คนก็ปิดบ้านนอนกันหมดแล้ว

แล้ว…เล็กก็ได้ยินเสียงม้าวิ่งควบอยู่ข้างนอก ราวกับมีม้าหลุดออกมากลางถนน แต่ความที่มันดึกมากๆแล้ว และพอชะโงกหน้ามองไป ก็ไม่มีสิ่งใดเลย ตลอดสองฟากทางว่างเปล่า

และที่น่าฉงนใจเป็น ฉันเองก็จัดของอยู่ด้วยกัน กลับมิได้ยินอะไรสักอย่าง

ประเด็นนี้ เล็กก็ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ และยืนยันว่า ได้ยินเสียงม้ากระจ่างเต็มสองหู ซึ่งในตอนนั้นเมื่อเล็กบอกให้ฟัง ฉันก็หวนคิดทันทีว่า มันบางทีอาจจะเป็น “ผีม้าบ้อง”

อ๋อ! พอมาเขียนเล่าย้อนไปถึงแม่กับยาย ก็ทำให้หวนคิดได้อีกอย่างว่า การที่พี่สาวเคยเห็นม้าตัวหนึ่งขึ้นมาเดินอยู่บนบ้านในคืนที่ยายตาย (เล่าไว้ภายในตอนก่อนหน้า) จะเกี่ยวอะไรกันไหมนะ หรือว่า ผีม้าบ้องจะมาส่องดูศพยาย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *